คดีชมพู่เจอทางตัน ไม่พบดีเอ็นเอคนร้าย

คดีชมพู่เจอทางตัน ไม่พบดีเอ็นเอคนร้าย

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.63 กรณีเพจ อย่าหาทำ โพสต์เรื่องราวถึงตำรวจที่มีชื่ออักษรย่อ ย. ว่าให้ข้อมูลทางคดีกับน้าเสริม ล่าสุดทีมข่าว ลงพื้นที่ สภ.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งพบว่ามีตำรวจที่ประจำการอยู่ใน สภ. จำนวน 37 คน

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

โดยทีมข่าวสังเกตป้ายทำเนียบตำรวจของ สภ.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร พบว่าไม่มีใครที่มีชื่ออักษรย่อ ย. เลย ตำรวจยืนยันว่าที่โรงพักแห่งนี้ ไม่มีใครที่มีชื่อจริงและชื่อเล่นอักษรย่อ ย. ส่วนตำรวจชุดทำงานคดีน้องชมพู่นั้น ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้

นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของน้องชมพู่ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าตำรวจ อักษรย่อ ย. คือใคร และก็ไม่รู้คนที่น้าเสริม ไปสนิทด้วยเป็นใคร ทีมข่าวได้จำลองเดินผ่านกล้องหน้ารถน้าเสริม โดยให้น้าเสริมจอดรถไว้ที่ลานจอดและสตาร์ตรถเอาไว้ ซึ่งทีมข่าวทดลองเส้นทางเดินของคนร้าย เดินผ่านหน้ารถโดยที่ไม่ตากผ้าไว้ที่ราว

ซึ่งกล้องหน้ารถสามารถบันทึกและเห็นคนที่เดินผ่านได้อย่างชัดเจน ต่อมาทีมข่าวได้นำผ้ามาตากไว้ที่ราว และเดินผ่านอีกครั้ง ก็พบว่ากล้องก็จะสามารถบันทึกและเห็นการเดินผ่านได้ หลังจากนั้นทีมข่าวได้จำลองเดินบนถนนในซอยบ้านของน้องชมพู่ พบว่ากล้องหลังสามารถบันทึกและเห็นทีมข่าวได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากตรงกับท้ายรถนั้นมีพุ่มไม้บังอยู่ ซึ่งน้าต่ายก็ให้ข้อมูลในช่วงที่น้องชมพู่หายไปพุ่มไม้ก็มีความสูงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเท่ากับในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม กล้องหน้ารถและหลังรถจะทำงานก็ต่อเมื่อติดเครื่องยนต์ไว้เท่านั้น ซึ่งในวันเกิดเหตุนั้นเครื่องยนต์รถไม่ได้ทำงานในช่วงที่น้องชมพู่หายไป นอกจากนี้กล้องหลังรถไม่สามารถจับภาพได้ถึงจุดที่น้องชมพู่หายไป หากคนร้ายเดินมาจากฝั่งสวนมันสำปะหลังของยายจำลอง กล้องก็ไม่สามารถบันทึกหรือจับภาพเอาไว้ได้เลย

ในขณะที่โลกออนไลน์ มีการตั้งข้อสังเกตจาก ทนายอัจฉริยะ หรือ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกว่า คดีน้องชมพู่ตำรวจใกล้จะปิดคดีแล้ว เพราะศพมีดีเอ็นเอเด็กเพียงผู้คนเดียว ตนกล้าเอาหัวล้านเป็นประกันได้

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

สำหรับหลักฐานที่ตำรวจเก็บได้นั้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ เส้นขนตกบนศพ รอยนิ้วมือรถของเล่น รอยนิ้วมือถุงขนมที่ตกอยู่บนเขา รอยนิ้วมือแหวน รอยนิ้วมือกล่องนมต่าง ๆ พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล มองว่า อาจจะไม่เจอ DNA ของคนร้าย จึงมาขอกล้องหน้ารถของในเสริม เพราะว่ากล้องหน้ารถ หรือกล้องวงจรปิด เป็นพยานวัตถุที่สำคัญส่วนหนึ่ง จะเห็นภาพคนร้าย คิดว่าตำรวจคงไม่มีดีเอ็นเอของคนร้าย จึงไปเอาหลักฐานกล้องหน้ารถบ้านน้าเสริม เนื่องจากบ้านติดกัน น้าเสริมเป็นคนสำคัญของคดีนี้ที่ให้ข้อมูลสำคัญได้ ควรจะไปตรวจกล้องหน้ารถตั้งแต่วันเกิดเหตุแล้ว

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ขณะที่ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า อะไรที่สามารถเป็นหลักฐานสืบไปถึงตัวคนร้ายได้ ตำรวจก็จะนำมาพิจารณาทั้งหมด หากกู้ไฟล์ภาพได้ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก เพราะบริเวณนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด แต่หากกู้ไฟล์ภาพไม่ได้ ตำรวจก็จะไปหาเบาะแสในส่วนอื่น ๆ

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

เช่นเดียวกับ นพ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญลักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช รพ.สรรพสิทธิประสงค์ มองว่า หลังจากที่ขึ้นไปเก็บหลักฐานบนเขา ตนยืนยันได้ว่ามากถึง 90% เด็กอายุเท่านั้นไม่สามารถเดินขึ้นไปบนภูเหล็กไฟได้อย่างแน่นอน

ส่วนประเด็นที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะพักคดี ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า แต่ละคดีมีความยากง่ายต่างกัน บางคดีคนร้ายไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย อย่างเช่นในต่างประเทศ คดีของ FBI ก็เคยมี

โดยเจ้าหน้าที่จะเรียกคดีแบบนี้ว่า Cool Case แต่ไม่ได้หยุดสืบสวน เพราะอนาคตอาจจะมีเทคโนโลยีมาพิสูจน์ได้ว่าคนร้ายเป็นใคร ถ้าดีเอ็นเอหรือหลักฐานยังไม่ชัด ก็ยังไม่ออกหมายจับ อาจจะผ่านไป 3-5 ปี ทั้งนี้ในบ้านเราสำนวนคดีจะเก็บตามแฟ้มบุคคล หากตำรวจนายนั้นย้ายไปสังกัดอื่น คนที่มารับทำงานต่อก็จะต่อยาก แต่ถ้าจัดเก็บเป็นระบบ การทำงานก็จะง่ายมากขึ้น

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

พ.ต.อ.สุรโชค มีความเห็นว่า คดีนี้คนร้ายทำงานเป็นทีม แล้วมีเวลาเตรียมการมาก เพราะทำงานคนเดียวทำไม่ได้ อีกทั้งตนมองว่าไม่ควรพักคดี วิธีการคือควรมาเริ่มต้นใหม่ ควรที่จะขอพนักงานสอบสวนฝีมือดีจากกองปราบปราม และควรตั้งเงินรางวัลให้สูงเข้าไว้ มีการจัดฉาก เชื่อแบกเด็กขึ้นเขาทำคนเดียวไม่ได้ คนในครอบครัวรู้เรื่องนี้ดี

นายไชย์พล วิภา ลุงของชมพู่ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนก็ไม่รู้กฎหมาย ว่าคดีต้องใช้เวลาการสอบสวนสืบสวนเท่าไร ตนก็มีหวังว่าอย่กให้คดีคลี่คลายเพื่อได้กลับไปทำมาหากิน ก็รู้สึกอึดอัด จากคนที่ทำงานได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถออกไปได้ ส่วนจะพักคดีหรือไม่ ขอให้ดูที่หลักฐาน หากมีหลักฐานที่เชื่อมโยงได้ก็อยากให้ทำคดีต่อ หากคนจะชี้เรื่องพักไม่พักคดี ขอให้เป็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเป็นคนดังที่ไหนตนคิดว่าเขาไม่ใช่เจ้าของคดี ไม่ใช่เจ้าของเรื่อง อีกทั้งหากจะพักคดี ตนขอให้เคลียร์ ตนและครอบครัว เคยถูกแม่ชมพู่พาดพิง หากจะแขวน จะพัก จะปิดคดี ให้เคลียร์ด้วย

เมื่อสรุปความคิดเห็นเกี่ยวกับการพักคดี นางสาวิตรี บอกว่า ไม่อยากให้พักคดี เช่นเดียวกับ ลุงพล บอกว่า ไม่อยากให้พักคดี นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา มือปราบสัมภเวสี กล่าวว่า กรณีทนายอัจฉริยะ บอกว่า คดีน้องชมพู่ ตำรวจใกล้จะปิดคดีแล้ว เพราะศพมีดีเอ็นเอเด็กเพียงผู้คนเดียว ตนไม่อยากให้ใครก็ตามมาพูดว่า จะปิดหรือไม่ปิดคดี ต้องรอจากปากตำรวจดีกว่า รอให้เจ้าหน้าที่มาสรุป อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ไม่ใช่คนนั้นคนนี้มาพูดทางคดี ตนไม่เห็นด้วย เพราะที่ดีที่สุดต้องเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ตนไม่อยากให้มีการปิดคดี อยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้ เพราะตอนนี้ลุงพลตกเป็นผู้ต้องสงสัย ก็ยังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ หรือถ้าจะปิดคดี ต้องสรุปให้ได้ว่าคนนี้บริสุทธ์หรือเปล่า ไม่ใช่จะปล่อยคาราคาซังแบบนี้ เพราะสังคมส่วนน้อยอีกกลุ่ม ยังคิดว่าลุงพลทำ และยังกล่าวหาลุงพลเหมือนเดิม ส่วนตัวอยากให้ตำรวจฟันธงเลยว่าใครทำ ไม่อยากให้ตำรวจปิดหรือพักคดี

และจบที่ว่าหาคนทำให้น้องเสียชีวิตไม่ได้ ต้องให้มันจบ อะไร แค่เด็กตาย มันต้องมีความสามารถมากกว่าจะพูดว่าหาคนทำผิดไม่ได้ ผ่านมา 100 กว่าวันแล้ว ขอให้ฟังจากปากเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ฟังจากคนกลุ่มน้อยหรือจากโซเชียลฯ วิจารณ์ว่าคดีไปต่อไม่ได้ รอตำรวจสรุปดีกว่า ทั้งนี้ตนฝากความหวัง และเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ถึงแม้ช้า แต่ขอให้ชัวร์ ไม่ใช่ช้า แต่ว่า ชั่ว ถือว่าจับแพะ" อีกทั้งถ้ามีการจับคนทำผิดมา ก็ควรเป็นคนผิดจริง ๆ ไม่ใช่แพะ

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ